ถอดรหัส การตลาดบนโลกออนไลน์ – Decode Digital Marketing


เรื่องการตลาด มีทฤษฎีที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ทุกยุคทุกสมัย การตลาดที่ถูกต้องในวันนี้ อาจจะใช้ไม่ได้ในอนาคต และการตลาดที่ดี และได้ผลที่สุด บางทีก็ไม่มีอยู่ในทฤษฎีที่สอนกันอยู่ในปัจจุบัน

ยกตัวอย่างเช่น ทฤษฎี 4C ที่นิยมกันมากในการเรียนการสอน ควบคู่ไปกับการตลาดในยุค 4.0 เป็นหลักการที่ว่าด้วย เอาตัวผู้บริโภคหรือลูกค้าเป็นศูนย์กลาง ประกอบด้วย Consumer Wants and Needs, Consumer’s Cost to satisfy, Convenience to buy, Communication that Connects สี่หัวข้อนี้เป็นหลัก แต่ละหัวข้อ มีความหมายยังไง สำหรับผู้ที่สนใจ ลองค้นดูใน Internet นะครับ เช่นค้นคำว่า “กลยุทธ์ 4C คืออะไร” มีให้อ่านเยอะแยะเลย หรืออ่านจะลองอ่านเรื่อง “4P กับ 4C” ที่เราได้เขียนไว้ก็ได้ แต่หลักใหญ่ใจความของ 4C นี้ คือการตลาดแบบยึดเอาลูกค้าเป็นศูนย์กลาง ในการจะคิดจะทำอะไร

แต่.. เฮนรี่ ฟอร์ท ผู้ก่อตั้ง บริษัทฟอร์ดมอเตอร์  เคยกล่าวไว้ว่า ถ้าเราคอยแต่ฟังความต้องการของลูกค้า เราคงทำได้แค่หาม้าที่เร็วที่สุด (วันนี้พวกเราก็อาจจะยังไม่มีรถยนต์ไว้ขับกัน)

หรือ.. สตีฟ จ็อบส์ ผู้ก่อตั้ง Apple Inc. ก็เคยกล่าวไว้ว่า ลูกค้าไม่รู้หรอกว่าตัวเองอยากได้อะไร ยิ่งถ้าเป็นของที่พวกเขาไม่เคยเห็น ไม่เคยรู้จักมาก่อน (นักการตลาดมักจะบอกว่า ถ้าคุณอยากจะขายของ คุณต้องรู้ว่าลูกค้าอยากได้อะไร แต่ไม่มีลูกค้าคนไหนเคยบอกหรอก ว่าเขาอยากได้ iPad, iPhone, iPod ในตอนที่มันยังไม่เกิดขึ้นในโลก)

..คำกล่าวของอัจฉริยะ 2 คนนี้ ดูๆไปแล้ว ตรงกันข้ามกับ ทฤฎีการตลาด 4C ที่นิยมกันอย่างแพร่หลาย ในยุค Thailand 4.0 , เห็นแบบนี้แล้ว เราล่ะ.. จะเอายังไงดี จะทำแบบไหน

หรือว่า ทฤฎีการตลาดที่เราเรียนๆกัน ไม่เหมาะกับธุรกิจที่เป็น นวัตกรรม อันนี้เราก็ไม่ทราบเหมือนกัน เกริ่นมายาวเลย ในครั้งนี้ จะกล่าวถึง Best practice หรือวิธีปฏิบัติที่ดีที่สุด ในการทำตลาดออนไลน์ และปิดการขายได้จริง ด้วยวิธีปฏิบัติที่พิสูจน์มาแล้ว เนื่องจากเราเอาเรื่องจริง ระบบจริงๆ การตลาดจริง ขององค์กรจริง ที่จำหน่ายสินค้าออนไลน์ และได้ใช้หลักการทำตลาดออนไลน์แบบนี้ และขายสินค้าได้ทุกวัน ส่งออกจากร้านทุกวัน ทุกๆออเดอร์เป็นคำสั่งซื้อการการทำตลาดออนไลน์ล้วนๆ และที่สำคัญ ยังเป็นสินค้าที่ดูๆไปแล้ว น่าจะทำตลาดบนโลกออนไลน์ได้ยากกว่าสินค้าทั่วๆไป

 

สื่อที่มีอิทธิพลต่อการตลาดในปัจจุบัน

เรามาดูกันว่า ในปัจจุบัน เอาในเมืองไทยเราเลยแล้วกัน ว่า มีเครื่องมืออะไรบ้าง ที่จะช่วยให้เรา ทำการตลาดได้เข้าถึงผู้บริโภคมากที่สุด ที่ผู้ประกอบการทั่วไป สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้อย่างไม่ยาก เพียงแต่ต้องศึกษา และให้เวลากับการทดลองใช้งาน

 

 

 

สำหรับใคร ที่เห็นรูป ไอคอน ทั้ง 6  รูปด้านบนนี้ แล้วทราบทั้งหมด ว่าแต่ละ icon หมายถึงอะไรบ้าง เป็นไปได้ว่า คุณเป็นนักการตลาดดิจิตอลโดยไม่รู้ตัว หรือไม่ก็รู้ตัวอยู่แล้ว และมีความรู้ด้านการทำตลาด บนระบบอินเตอร์เน็ตอยู่พอสมควรเลย ทั้ง 6 สิ่งด้านบนนี้ คือบริการ และเครื่องมือ ที่มีอิทธิพลต่อผู้บริโภคในประเทศไทย (หรืออาจจะเป็นทั่วโลก) เป็นลำดับต้นๆ 6 อย่าง ที่เราได้เลือกมาให้ลองศึกษา ทำความเข้าใจดู ซึ่งแน่นอนว่า ทุกเคยต้องเคยสัมผัสกับบริการ และเครื่องมือเหล่านี้ โดยบางทีอาจจะไม่รู้ตัว

 

1. icon แรกเลย คือ เฟสบุ๊คไลฟ์ เชื่อว่าทุกคนรู้จัก ซึ่งในปัจจุบัน เฟสบุ๊คเอง ก็ให้ความสำคัญกับเฟสบุ๊คไลฟ์นี้เป็นอย่างมาก คือหากมีการ Live Video จากใครสักคนหนึ่ง ซึ่งเป็นเพื่อนกับเราในเฟสบุ๊ค เฟสบุ๊คจะให้ความสำคัญโดยการนำ Facebook live ที่กำลังถ่ายทอดสดอยู่ ไปแสดง หรือนำเสนอให้กับเพื่อนๆเราบนเฟสบุ๊คเป็นอันดับแรกๆ คือให้ความสำคัญกว่าโพสปกติ และนอกจากนั้น ยังให้ความสำคัญมากกว่า เฟสบุ๊คเพจ เสียอีก ปัจจุบัน มีคนที่ประสบผลสำเร็จ กับการใช้ facebook live ในการรีวิวสินค้า และจำหน่ายสินค้ากันสดๆ ขายได้มากมาย วันละหลายๆรายการเลยทีเดียว

 

2. icon ที่มีรูปธง อันนี้คือสัญลักษณ์ของ เฟสบุ๊คเพจ สำหรับผู้ประกอบการที่เป็นเจ้าของกิจการ หรือเจ้าของสินค้าอะไรสักอย่าง เฟสบุ๊คเพจ เป็นวิธีง่ายๆ ถ้าทำเองก็ไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ สะดวกมาก ที่จะสร้างตัวตนของกิจการ ร้านค้า หรือสินค้าบนโลกออไลน์ ใครที่มี แอคเคาท์เฟสบุ๊คอยู่แล้ว สามารถสร้าง เฟสบุ๊คเพจได้ โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ เฟสบุ๊คเพจ สามารถที่จะให้ข้อมูลองค์กร ข้อมูลสินค้า และยังนำสินค้าขึ้นไปจัดจำหน่ายในเฟสบุ๊คเพจได้อีกด้วย เฟสบุ๊คเพจนี้ ทำให้กิจการ หรือองค์กร หรือร้านค้าของเรา ดูมีตัวตนขึ้นบนโลกออนไลน์ มีความน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น และทำให้ลูกค้า สามารถที่จะเข้าถึงข้อมูลองค์กร กิจการ ร้านค้า หรือสินค้าได้อย่างง่าย และเป็นระบบระเบียบ เราสามารถนำสินค้า หรือข้อมูลการโฆษณา ที่เราต้องการเผยแพร่ให้ลูกค้าของเราทราบ โพสลงบน เฟสบุ๊คเพจได้ตลอดเวลา และนอกจากนี้ เฟสบุ๊คเพจ ยังมีลักษณะพิเศษ ที่ให้เรา บูสโพส หรือผลักดันโพส หรือข้อความของเรา เข้าสู่สายตาลูกค้าจำนวนมากๆได้ ตามกำลังเงินที่เราพร้อมจ่าย โดยสามารถระบุกลุ่มเป้าหมายได้ละเอียดมากพอสมควร เช่น ระบุเพศ ช่วงอายุ ความสนใจ จำกัดพื้นที่ และรายละเอียดอื่นๆอีกหลายอย่าง เรื่องนี้ต้องพูดกันอีกประมาณวันนึง ถึงจะพอเข้าใจ สำหรับคนที่ยังไม่มีพื้นฐาน หรือยังไม่เคยใช้งาน เฟสบุ๊คเพจ

 

3. YouTube เชื่อว่าทุกคนคงรู้จัก เพราะทุกคนรู้จัก YouTube จึงเป็นสื่อ และเครื่องมีที่มีอิทธิพลมหาศาลต่อผู้บริโภค YouTube เป็นเทคโนโลยีที่พูดได้เลยว่าเข้ามา Disrupt วงการสื่อโทรทัศน์ ทั้งฟรีทีวี และทีวีดิจิตอล จนล้มระเนระนาดไม่เป็นท่า YouTube เปิดโอกาสให้ใครก็ได้ ที่มีแค่ไอเดียดีๆ สามารถจัดทำรายการของตัวเอง หรือแม้กระทั้งมีช่องสถานีเป็นของตัวเองได้ สร้างรายได้จากการเป็น YouTube Partner แม้แต่ช่องรายการทีวีเอง ก็หนีไม่พ้นต้องเข้ามาใช้ YouTube เป็นสื่ออีกช่องทางหนึ่ง YouTube เป็น application อันดับต้นๆ ที่คนใช้งานเป็นได้ง่ายมากๆ คุณตา อายุ 73 ปี ใช้ YouTube ดูหนังจีนกำลังภายในได้ คุณยายวัยหกสิบกว่า ค้นวิธีทำขนมจากยูทูป และเรียนรู้ทำตามจนเป็น สุดท้ายเห็นโฆษณาเตาอบขนมบน YouTube ก็สั่งซื้อ จัดส่งมาวางให้ถึงในบ้าน ในจังหวัดเล็กๆ ที่ห่างจากกรุงเทพฯ มากกว่า 500 กิโลเมตร นี่เป็นเรื่องราวที่ผู้เขียนเห็นมากับตา เพราะเป็นพ่อแม่เราเอง

 

4. ไอคอนรูปตัว G คือ Google Search Engine เป็นที่แน่นอน และพิสูจน์กันมาหลายปีแล้ว ว่า กูเกิลเสิร์ช เป็นเครื่องมือค้นหาข้อมูลบนโลกอินเตอร์เน็ต ที่ได้รับความนิยมจากผู้ใช้งานอินเตอร์เน็ตมากที่สุดในโลก ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่า บริษัทหรือองค์กรเล็กๆ ที่มีเว็บไซต์เล็กๆ แต่มีหน้าเว็บเพจที่มีข้อมูลตรงกับความต้องการของลูกค้า และได้รับการค้นเจอเป็นลำดับต้นๆ หรือเรียกว่า Top 5 เมื่อลูกค้าค้นข้อมูลผ่าน Google Search, เว็บไซต์เล็กๆนั้น ก็สามารถที่จะทำรายได้มหาศาล จากการเพียงแค่ที่มีหน้าใดหน้าหนึ่งในเว็บไซต์ จำหน่ายสินค้าและบริการ ที่โดนลูกค้าค้นพบ เมื่อเรารู้ว่า Google Search Engine นี้ มีอิทธิพลต่อผู้บริโภค เพราะเมื่อผู้บริโภค ต้องการจะค้นข้อมูลใดๆ ก็จะใช้ Google Search เป็นเครื่องมือในการค้นหา สิ่งที่ผู้ประกอบการสามารถที่จะเรียนรู้และใช้ประโยชน์จากสิ่งนี้ได้ คือการศึกษาเรื่อง SEO (Search Engine Optimization)

 

5. คือ CMS Website ซึ่งย่อมากจาก Content Managment System Website ซึ่งหมายถึง เว็บไซต์ที่เน้นเป็นระบบบริหารจัดการเพื่อเผยแพร่ข้อมูลเนื้อหาต่างๆ บนเว็บไซต์นั้นเอง ฟังดูแล้ว เหมือนจะรู้สึกว่าเราไม่คุ้นเคยกับ CMS เลยใช่ไหม? งง เคยใช้มันตอนไหน จำเป็นยังไง ถ้าเราถามคุณว่า เคยอ่านข่าวบนหน้าเว็บไซต์มั้ย คุณเคยอ่านข้อมูล บทความต่างๆ บนหน้าเว็บไซต์หรือไม่? เคยค้นข้อมูลบนเว็บไซต์ แล้วเจอข้อมูลที่ต้องการแล้วนั่งอ่านข้อมูลไหม? ถ้าคุณเคย หน้าเว็บไซต์ต่างๆ หน้าเว็บข่าวที่อ่าน เหล่านั้นทั้งหลาย ระบบการจัดการที่อยู่เบื้องหลังในการเขียนข่าว เขียนบทความ และเผยแพร่ให้คนได้อ่าน การจัดเลย์เอาต์ จัดวางรูปแบบ รูปร่างหน้าตาเว็บไซต์ จัดวางเมนู จัดลำดับเนื้อหา คือระบบจัดการที่อยู่เบื้องหลังทั้งหมดนี้ เรียกว่า CMS หรือระบบจัดการข้อมูลเนื้อหานั้นเอง และในวันนี้ ผู้ประกอบการ SME และผู้ประกอบการรายเล็กๆ ก็สามารถเป็นเจ้าของเว็บไซต์ที่เป็นลักษณะ CMS ได้เอง ไม่ยาก ถ้าสำหรับการใช้งานทั่วๆไป เว็บไซต์ที่ให้บริการฟรี คุณสามารถเป็นเจ้าของได้เองก็มีเยอะเลย ยกตัวอย่างเช่น Blogger.com, WordPress.com, WiX.com และอื่นๆอีกมากมาย ผู้ประกอบการสามารถทำการตลาด โดยการให้ข้อมูลผลิตภัณฑ์และบริการ ข้อมูลทางการตลาดต่างๆ เพื่อส่งเสริมการขาย ด้วยการใช้ CMS Website นี้ เผยแพร่ข้อมูลในลักษณะบทความต่างๆ พร้อมรูปภาพ หรือ Video และสุดท้าย เราอาจจะปิดการขายได้เลย ในบทความที่เผยแพร่ หรือปิดการขายหลังจากที่ลูกค้าสนใจ และติดต่อเข้ามายังเรา หรือ ส่งลิงค์ ไปปิดการขายบนระบบ Shopping Cart ที่จัดเตรียมไว้ เพื่อปิดการขาย ในกรณีที่เป็นสินค้าที่เหมาะกับการช็อปปิ้งออนไลน์

 

6. และสุดท้าย ไอคอนรูปรถเข็นตระกร้า หมายถึงเว็บไซต์ที่เป็น Shopping Cart คือระบบตระกร้าสินค้าออนไลน์ ที่เอาไว้แสดงสินค้าทั้งหมดของเรา และให้ลูกค้ามาเลือกซื้อ หยิบใส่ตระกร้าออนไลน์ และทำการสั่งซื้อนั่นเอง หลายๆคนเข้าใจผิดมากเลย ไปจ้างทำระบบ Shopping Cart และเอาสินค้าไปแสดงไว้บนระบบจนครบถ้วน บรรยายคุณสมบัติสินค้าอย่างดี กะว่าคราวนี้แหละ เราจะขายสินค้าออนไลน์ได้เป็นกอบเป็นกำเหมือนคนอื่นๆซะที ผลสุดท้ายประกฎว่า ขายไม่ได้เลยสักรายการ ทีนี้เริ่มงง ทำไมคนอื่นขายได้ เราขายไม่ได้ เราก็มีระบบเหมือนกับเขา, จะบอกยังไงดีล่ะ.. เราทำระบบ Shopping Cart ไว้ มีสินค้าพร้อมขาย มีหน้าเว็บไซต์ที่สวยงาม พร้อมให้ลูกค้ามาเลือกซื้อ ก็เปรียนเสมือนคุณได้เปิดร้านค้าสวยๆ ดีงาม.. พร้อมขาย มีของครบ แต่ร้านค้าของคุณ อยู่ในซอยลึกๆ ที่ลูกค้าเดินไปไม่ถึง หรืออาจจะไม่เปิดไว้กลางไร่ กลางป่า พอจะนึกออกไหม? คือไม่มีใครรู้หรอก ว่าเว็บไซต์พร้อมขายของเราอยู่ที่ไหน ชื่อเว็บอะไร เสิร์ชเอ็นจินอย่าง Google Search ค้นเจอร้านเราหรือไม่ เราก็ยังไม่รู้, แล้วควรทำอย่างไรล่ะ? ให้ร้านของเราเป็นที่รู้จักบนโลกออนไลน์ ขายได้ มีคนมาเลือกซื้อ.. ตอบง่ายๆตอนนี้ได้เลย ว่า 5 ไอคอนที่ได้อธิบายผ่านมาทั้งหมด ตั้งแต่ Facebook live มาจนถึง CMS คือ บริการและเครื่องมือต่างๆ ที่จะทำตลาดสินค้า บริการ หรือองค์กรเราให้เป็นที่รู้จัก และนำลูกค้ามาเข้าสู่ระบบ Shopping Cart ที่จัดเตรียมไว้เพื่อปิดการขายในลำดับสุดท้ายนั่นเอง.

 

เยอะเหลือเกิน เราจะเริ่มต้นอย่างไรดี?

ที่เราเล่าให้ฟังมาตั้งแต่ 1 เฟสบุ๊คไลฟ์ ถึง 6 ระบบ Shopping Cart นี้ บางทีเราไม่คุ้นเคย เพิ่งเคยฟังเป็นครั้งแรก มันก็คงรู้สึกว่าเยอะๆ งงๆ เป็นเรื่องธรรมดา อย่างเราฝึกทำขนม ฝึกทำอาหาร กว่าจะทำได้ดี ทำได้อร่อย เราก็ต้องทดลองทำตั้งหลายครั้งใช่มั้ย ^^ อันนี้เราดูรอบแรก ฟังรอบแรก ศึกษาแค่เพียงรอบแรก ก็มึนๆเป็นธรรมดา จริงๆไม่ได้ยากไปกว่าการทำขนม ซึ่งขนมบางอย่าง มีขั้นตอนวิธีทำที่ละเอียดและยากกว่านี้เสียอีก ^^

ตอนเราศึกษา เริ่มจากข้อ 1-6 แต่เวลาเราทำจริงๆ เราทำจาก 6-1 นะ คือจริงๆ สิ่งที่เราต้องทำเป็นขององค์กรเราเอง คือ ข้อ 6 ระบบ shopping cart และ ข้อ 5 คือ cms website หรือเรียกง่ายๆว่า เว็บไซต์ของกิจการเรานั้นเอง เรามี Shopping Cart ไว้แสดงสินค้า ไว้ให้ลูกค้าเลือกซื้อ และเรามี เว็บไซต์ที่เป็นระบบ CMS เอาไว้ สร้างความน่าเชื่อถือ ให้ข้อมูลกิจการ มีเว็บหน้าแรก หน้าเกี่ยวกับเรา หน้าติดต่อเรา และมีบทความต่างๆ เพื่อส่งเสริมการตลาด ส่งเสริมการขายไว้บนหน้าเว็บไซต์ ถ้าเรามี 2 อย่างนี้เป็นหลักแล้ว คือเรามีตัวตนที่มั่นคงบนโลกอินเตอร์เน็ตแล้วก็ว่าได้ และที่เหลือ ข้อ 1-4 เราค่อยๆศึกษา ค่อยๆทำ เพื่อส่งเสริมการขาย เพื่อทำตลาด ค่อยๆทำไปเรื่อยๆ สบายๆ ไม่หนักใจ เรามีข้อ 5 กับข้อ 6 แล้ว ก็เปรียบเสริม เรามีที่ตั้งร้านแล้ว มีสินค้าในมือแล้ว มีโบรชัวร์สินค้าแล้ว ที่นี้ เราจะทำตลาดเมื่อไหร่ จะออกขายตอนไหน ไปขายที่ไหน เน้นอะไร ก็ไปดู 1-4 ว่าอะไรเหมาะสมกับสินค้าและบริการของเรา และเราถนัดอะไร ทำช่องทางไหนได้ดี

สำหรับใครที่อยากทำเว็บไซต์ด้วยตัวเอง ก็ทำได้ฟรีๆเลย ที่ WordPress.com, Blogger.com, WiX.com หรือถ้าไม่มีเวลา ก็ สั่งทำเว็บไซต์ที่เป็น CMS+Shopping Cart กับเราได้เลย ราคาก็ไม่แพง ลดเวลาได้เยอะ และมีเราช่วยแนะนำตลอดด้วยอีกทางหนึ่ง

เริ่มง่ายขึ้นมานิดนึงรึยังเอ่ย…

 

มาดูกรณีศึกษาของจริงกัน

ฟาร์มเกษตร มีเว็บไซต์ที่เป็นระบบตระกร้าสินค้าออนไลน์ หรือ Shopping Cart เอาไว้ให้ลูกค้าได้เลือกซื้อ ที่เว็บไซต์ www.FKX.asia

 

ฟาร์มเกษตร ทำการตลาดออนไลน์ โดยการเขียนบทความ เกี่ยวกับโรคพืช ไว้บนเว็บไซต์ เกี่ยวกับ โรค มันสำปะหลังใบไหม้ และตรงท้ายบทความ ก็ได้แทรกรูปสินค้าที่เกี่ยวข้อง ทำและลิงค์ไปยังระบบตระกร้าสินค้าออนไลน์ เพื่อให้ลูกค้าที่สนใจ คลิกลิงค์สินค้า เข้ามาสั่งซื้อในระบบตระกร้าได้อย่างสะดวก

 

ลูกค้าที่ได้เข้ามาอ่านบทความ และสนใจตัวสินค้า ก็จะคลิกลิงค์เข้ามาดูรายละเอียด และทำการสั่งซื้อจากระบบ Shopping Cart ที่เราได้จัดทำไว้

 

แต่.. เราทราบดีว่า ลูกค้าจะเจอบทความเกี่ยวกับโรคพืช ได้อย่างไรล่ะ ในเมื่อเราเขียนเอาไว้เฉยๆ ลูกค้าจะพบเราได้อย่างไร เราเลยเอาบทความบนเว็บไซต์ไปแชร์บน Facebook Page ฟาร์มเกษตร ที่เราได้จัดทำไว้ ที่นี้ ลูกค้า และคนที่เคยกดติดตาม หรือเคยกดไลท์ เพจ ฟาร์มเกษตร ก็จะเห็นบทความ ที่มีหัวข้อว่า “มันสำปะหลังใบไหม้ เสียหายมาก 30-50% เลยทีเดียว ป้องกันได้อย่างไร?” แน่นอนว่า คนที่ปลูกมันสำปะหลังอยู่ ต้องคลิกอ่านแน่นอน ยิ่งถ้าเป็นคนที่เคยพบปัญหามันสำปะหลังใบไหม้ด้วยแล้วล่ะก็ คงต้องอยากรู้ เมื่อคลิกเข้าไปอ่าน ท้ายบทความก็จะเห็นสินค้าของเรา ที่แก้ปัญหาโรคใบไหม้ ถ้ารูปค้าสนใจ ก็คลิกเข้าไปในระบบ Shopping Cart และทำการสั่งซื้อ หรืออาจจะโทรสั่งซื้อกับเราก็เป็นได้

 

ถ้าโชคดีกว่านี้ล่ะ.. ถ้าเราเขียนบทความได้ดี บทความที่เป็นประโยชน์ เลือกคีย์เวิร์ดดีๆ ที่คาดว่า ลูกค้าที่พบปัญหาเกี่ยวกับมันสำปะหลังใบไหม้ น่าจะเลือกใช้คำนี้ในการค้นข้อมูล บทความที่เราเขียน ก็จะถูกค้นพบเป็นลำดับต้นๆ อย่างในตัวอย่างนี้ บทความเรื่องโรคใบไหม้ที่เขียนไว้ ถูกค้นพบเป็นลำดับที่ 4 เมื่อลูกค้าค้นพบ คลิกเข้ามาอ่าน เห็นสินค้าที่แก้ปัญหาได้ คลิกลิงค์ไป ก็เข้าไปถึงระบบ Shopping Cart ที่เราวางไว้ สุดท้ายก็ปิดการขายได้อีก ทำงานครั้งเดียว ขายได้หลายครั้งแล้ว และข้อดีของ Google Search Engine นี้คือ มีคนเข้ามาค้าข้อมูลเรื่อยๆ ตลอดเวลา  ทุกครั้งที่ลูกค้าเกิดปัญหา คุณก็จะขายได้เรื่อยๆเหมือนกัน ทุกครั้งที่ลูกค้าค้นพบ

 

แต่เราคิดว่ายังไม่พอ ยังทำได้ดีกว่านี้ ก็เลยลองถ่าย Vdo Clip ด้วย โทรศัพท์มือถือ ถ่ายกันง่ายๆเลย เอาสินค้ามารีวิว พูดถึงคุณสมบัติ วิธีการใช้ และก็ปิดท้ายด้วยวิธีการสั่งซื้อ ที่มีหลากหลายช่องทาง ก็อาจจะได้ลูกค้าที่โทรมาซื้อกับเราโดยตรง และมีลูกค้าจำนวนไม่น้อย ที่ตามเข้าไปดูรายละเอียดบนเว็บไซต์ต่อ และทำการสั่งซื้อผ่านระบบ Shopping Cart เหมือนเดิม เราก็จัดส่งให้ เก็บเงินปลายทาง ลูกค้ารอรับของที่บ้าน สบายๆ

นอกจากนี้เราก็ยังแชร์ Video ส่งเสริมการขายลงไปที่เฟสบุ๊คเพจ และเฟสบุ๊คส่วนตัว และในบางครั้งเราก็ทำ Facebook Live ในขณะที่ลงไร่ และแนะนำวิธีใช้สินค้า และวิธีการสั่งซื้อ และการหาข้อมูลเพิ่มเติมบนเว็บไซต์เรา

 

สินค้าทุกรายการที่เราขายได้ ก่อนทำการแพคลงกล่อง เราจะถ่ายรูปเอาไว้ และโพสขึ้นที่ Facebook Page ฟาร์มเกษตร แจ้งขอบคุณลูกค้าที่สั่งซื้อสินค้าเข้ามา และในขณะที่เราขอบคุณลูกค้า เราให้รายละเอียดว่าสินค้าที่ซื้อเป็นอะไร เอาไว้ใช้ทำอะไร แก้ปัญหาอะไรให้กับพืช ลูกค้าหรือแฟนเพจท่านอื่นๆเห็น ก็อาจจะสนใจ และเห็นว่าเราขายสินค้าได้ตลอด ก็อยากลองสั่งซื้อบ้าง เราก็ได้คำสั่งซื้อจากลูกค้าที่ชอบซื้อตามๆกันอีกครั้งหนึ่ง

 

ใช่แล้ว ถูกต้องแล้ว เราเขียนบทความที่เป็นประโยชน์ แก้ปัญหาโรคพืช แมลงศัตรูพืชที่ลูกค้าต้องเผชิญ และมีผลิตภัณฑ์ที่แก้ปัญหาให้กับเขาได้ เราทำอย่างนี้อยู่เรื่อยๆ เป็นประจำ ลูกค้าก็ค้นพบเรามากขึ้น จากหลายๆบทความที่เป็นประโยชน์ ทำให้เราจำหน่ายสินค้าปัจจัยการผลิตทางด้านการเกษตรได้ทุกๆวัน เราก็ได้แพคของส่งทุกวัน ขอบคุณลูกค้าทุกวัน และค้นหาวิธีที่จะทำตลาดได้ดีขึ้น บนเครื่องมือต่างๆเหล่านี้ ที่มีอยู่

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *